แอบมองธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ในจีน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ เมืองใหญ่ที่สุดในโลกในเชิงของความเป็นเมโทรโปลิแทน (Metropolitan) ที่ดูจากสภาพการใช้ชีวิตของสังคม ตามคำเชิญของ Shanghai Technology Transfer & Exchange(STTE) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีของจีน ได้มีโอกาสศึกษาดูงานหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด รวมถึงการผลิตแผงโซลาร์เซลล์จากประเทศจีน

ทั้งนี้หากผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจผลิตแผงโซลาร์เซลล์ คงจะทราบว่า ขณะนี้ธุรกิจในระดับโลกดังกล่าวเริ่มเข้าสู่ภาวะซบเซา และสู่ขาลงแบบเต็มตัว ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตแผงโซลาร์ จากทั่วโลกทยอยกันปิดกิจการ โดยที่สั่นสะเทือนโลกที่สุดเห็นจะเป็นการประกาศล้มละลายของบริษัทยักษ์ใหญ่ ของจีน Suntech ผู้ผลิต Si-PV Cell รายใหญ่สุดของโลกในธุรกิจดังกล่าว รวมไปถึงความต้องการของตลาดโซลาร์เซลล์เริ่มลดลงต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ยังไม่ฟื้นไข้จากพิษเศรษฐกิจดีนัก และไม่มีเงินพอจะทุ่มกับการอุดหนุนเทคโนโลยีนี้ได้เหมือนแต่ก่อน สังเกตได้จากสัญญาณแห่งการถอยหลังลงคลองของธุรกิจแผงโซลาร์เซลล์นี้ ได้ส่งผลชัด ๆ จนเกิดปรากฏการณ์ 3 ประเด็นที่ต้องจับตามอง ได้แก่
1. ราคาแผงโซลาร์เซลล์ ตกลงอย่างฮวบฮาบหรือลดลงกว่า 60% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา(2011 – 2012) รวมทั้งมีราคาลดลง 5 เท่า หากนับจากราคาเมื่อ 8 ปีก่อน
2. จะเริ่มเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้ ทยอยล้มละลายและปิดกิจการลงตาม Sun tech แบบโดมิโน โดยมีหลายแห่งในสหรัฐฯ  และในอิตาลี เยอรมนี เริ่มจะยืนระยะไม่อยู่
3. การตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ กลุ่มสหภาพยุโรป (EU) และจีน โดยมาตรการ Anti-Dumping หรือมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด ที่นำกลยุทธ์การเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าแผงโซลาร์จากจีน ในส่วนของสหรัฐฯที่ปรับเพิ่มขึ้น 25% และในยุโรปที่ปรับเพิ่มขึ้น 47% เพื่อหวังที่จะหยุดสินค้าจากจีน และเพื่อปกป้องความอยู่รอดของธุรกิจโซลาร์ในประเทศเอง
ที่ผมชี้ให้เห็น 3 ปรากฏการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าธุรกิจผลิตแผงโซลาร์ในจีน ได้เดินทางมาถึงทางแยกครั้งสำคัญ และเริ่มจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติแบบเต็มตัว เพราะจีนมีกำลังผลิตแผงโซลาร์สูงถึง 2 ใน 3 ของกำลังผลิตทั้งโลก และเมื่อถึงวิกฤตินี้จะส่งผลต่อภาพรวมธุรกิจนี้อย่างไร หากลองวิเคราะห์ก็จะได้อีก 3 คำตอบเช่นกัน จากการสังเกตท่าทีของรัฐบาลจีน ได้แก่
1. ผู้ผลิตแผงโซลาร์ในจีนได้รับสัญญาณที่จะต้องหาทางระบายสินค้าค้างสต๊อกออก สู่ตลาดให้ได้จำนวนมากที่สุด และตลาดที่สำคัญคงหนีไม่พ้น ตลาดในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงญี่ปุ่น ที่ต้องการปริมาณพลังงานทดแทนสูงเช่นกัน สิ่งที่ผมมองเห็นคือโอกาสทองครั้งสำคัญของไทย เพราะราคาของแผงโซลาร์ค้างสต๊อกนี้ จะต้องถูกจำหน่ายแบบลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล โดยปัจจุบันราคาแผงโซลาร์เซลอยู่ที่ระดับ 78 เซ็นต์ต่อ 1 วัตต์ หรือประมาณเพียง 24 บาทต่อ 1 วัตต์ ซึ่งแผงโซลาร์ส่วนหนึ่งจะต้องถูกระบายมาประเทศไทย และเชื่อเหลือเกินว่า หากความชัดเจนในนโยบายส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop ที่คาดว่าจะคลอดออกมาในระยะเวลาอันใกล้นี้ ประเทศไทยก็จะได้สินค้าราคาถูกและคุณภาพได้มาตรฐานเช่นเดียวกับที่จีนจะต้อง ส่งไปตลาดโลกอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นโชคดีของแวดวงการลงทุนในธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์ของไทย และผู้ต้องการอยากมีพลังงานสะอาดไว้ใช้เองภายในบ้าน
2. การที่จีนได้มุ่งมั่นในเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์นี้ ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม  ซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์แบบเหนือชั้นของรัฐบาลจีน ที่เป็นการตอกย้ำได้ว่าคุณภาพแผงโซลาร์ของจีน เป็นสินค้าระดับพรีเมียมที่ผมยืนยันได้ว่ามีคุณภาพสูงเท่ากับของยุโรปและ ญี่ปุ่นแน่นอน
3. ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะขอส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการชาวไทย ที่กำลังจะไปร่วมทุนหรือติดต่อกับบริษัทผู้ผลิตแผงโซลาร์ในจีน ให้สอบถามที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เพราะเชื่อว่ายังมีอีกหลายบริษัทในจีน ที่กำลังจะล้มละลาย โดยแนะนำให้หาข้อมูลบริษัทผู้ผลิตแผงโซลาร์ในจีน ที่มีรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจของจีนยังสนับสนุนอยู่ เพราะจะเป็นการการันตีถึงความมั่นคงได้ดีกว่าในระดับหนึ่งถึงจะไม่ได้ทั้ง 100%  แต่หากเป็นบริษัทเอกชนจีนลงทุนผลิตแผงโซลาร์เองเพียวๆ ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงไว้ก่อนจะดีกว่า ไม่งั้นอาจมีเสียว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,846 วันที่  23-25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556