ในโครงสร้างการใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานหมุนเวียนที่มีอัตราการขยายโดยสัดส่วนมากที่สุดคือพลังงานแสงอาทิตย์ จากระบบ Photo Voltaic ซึ่งจะมีการขยายการผลิตถึง 28 เท่าตลอดช่วงปี 2554 – 2573 สำหรับระบบพลังงานชีวมวล จะมีการขยายกำลังผลิตที่ 3.5 เท่า

รูปที่ 8: การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในส่วนพลังงานหมุนเวียนตลอดช่วง 20 ปีในอนาคต

กำลังการผลิตนี้ ไม่ใช่สัดส่วนเดียวกับพลังงานที่เราจะได้ เนื่องจากขนาดของ Capacity Factor ของพลังงานแต่ละชนิดนั้นไม่เท่ากัน พลังงานแสงอาทิตย์ ถ้าบ่งชี้ว่ามีกำลังการผลิต 1 kW พลังงานที่จะได้จริงตลอดช่วง 24 ชั่วโมง จะได้เพียง 4 kWh เป็นอย่างมาก พลังงานลม จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 20 – 40% ของขนาด Capacity ด้วยการแปรผันของความเร็วลมตลอดช่วงฤดูกาล ส่วนพลังงานน้ำและชีวมวลจะต่างออกไปเนื่องจากมีการ Reserve เชื้อเพลิงหรือต้นกำลังไว้ได้ และขนาดกำลังการผลิตจะแปรผันกับปริมาณพลังงานตรงกว่าขนาด Capacity ของโซล่าเซลล์ และพลังงานลม [9]

รูปที่ 9: Capacity index ของพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ

เมื่อทำการปรับใช้ค่า Capacity Factor แล้ว จะพบว่า ในขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า ที่ขยายขึ้นกว่า 3.3 เท่า พลังงานหมุนเวียนที่นำใช้ได้มากขึ้น คือ 2.9 เท่า โดยส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และลม จะเห็นว่ามีการขยายเป็นอันมากตาม MW แต่สัดส่วนเป็นพลังงานจะน้อยกว่ากำลังผลิตที่ยกไว้มาก ในทางกลับกัน ชีวมวลที่เห็นมีการเพิ่มกำลังผลิตน้อยกว่า พลังงานจากชีวมวล จะมีผลลัพธ์ปริมาณพลังงานสำรองที่มากขึ้นเป็นรูปธรรมมากกว่ากำลังการผลิตของ Solar Cell แต่กำลังผลิตไฟฟ้าจาก Solar Cell อาจนับเป็นตัวช่วยของการตัด Peak load ที่มักเกิดขึ้นในช่วงกลางวัน แต่สุดท้ายเราก็ยังมีปัญหาเชิงปริมาณอยู่ดี

รูปที่ 10: ปริมาณพลังงานหมุนเวียน ในระบบไฟฟ้าตลอดช่วง 20 ปีในอนาคต

โดยสรุป

จากการ Review ปริมาณพลังงานสำรองของประเทศไทย และขยายผลดูไปถึงพลังงานหมุนเวียนของไทยเรา จะเห็นได้ว่า พลังงานสำรองของไทย ยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ยังไม่เป็นรูปธรรมอย่างเพียงพอ ถ้าเราคิดถึงข้อเท็จจริงที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย มีระยะเวลาที่สามารถ Support การใช้งานได้เพียง 10 – 30 ปี ตามอัตราใช้ปัจจุบัน การหมดของพลังงานจะเร็วกว่านั้นถ้าเรานำปัจจัยเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจมา คิดประกอบด้วย

ในขณะที่คนไทยเรายังเชื่อว่า สถานการณ์พลังงานของไทยเรา ยังมีตัวเลือกมากมาย ตัวเลือกที่ปรากฎ ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่จะทำได้ กลับมีข้อจำกัดอยู่มาก ในกรณีที่เราคิดจะแปลงสัดส่วนการใช้พลังงานของภาคการขนส่ง ไปเป็นการใช้จากพลังงานไฟฟ้า ขนาด Capacity ที่พึงรองรับของภาคไฟฟ้าเอง ก็ดูเหมือนจะไม่พอเพียงสักเท่าไร และทั้งๆที่ไม่เพียงพอ เราก็ยังถึงกับปรับลดสัดส่วนแผนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานถ่านหินลงแบบหั่นครึ่ง ตามรูปที่ 7

ผมเชื่อว่า ด้วยข้อจำกัดในลักษณะดังกล่าว เราจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดการลงทุนในด้านการอนุรักษ์พลังงาน ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพประกอบไปด้วยกันเพื่อชดเชยการเติบโตของพลังงาน ทดแทนที่มีมาไม่ทัน และหวังว่า เราคนไทย จะได้เข้าใจถึงระดับความวิกฤติของพลังงานสำรองตามความเป็นจริง ไม่ใช่มโนเอาจากการเสี้ยมยุยงของกลุ่มคนไร้สติ