“พลังงานเพื่อโลกสีเขียว” นักลงทุนฮ่องกง บุกเมียนมาร์ ตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 210 เมกะวัตต์ ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยเงินลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท ป้อนไฟได้ปลายปีหน้า เล็งขอสัมปทานต่อให้ได้ถึง 500 เมกะวัตต์ ขณะที่การลงทุนในไทย ยังรอความชัดเจนภาครัฐเปิดรับซื้อไฟ ฟอร์มทีมเจรจากับพันธมิตรพร้อมร่วมทุนแล้ว

 

นายพอล  แยง ประธานและประธานกรรมการ บริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว(ประเทศไทย)หรือจีอีพี จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการโครงการและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ นักลงทุนจากฮ่องกง เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากที่ได้เข้ามาจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยเมื่อปี 2553 เพื่อดำเนินธุรกิจบริหารจัดการโครงการและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงเป็นผู้รับเหมาในการออกแบบและติดตั้งระบบด้านพลังงานทดแทน โดยบริษัทมีพันธกิจที่จะขยายการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี นั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ข้อตกลงทวิภาคีกับนายขิ่น หม่อง โซ  รัฐมนตีว่าการกระทรวงพลังงานไฟฟ้า ของเมียนมาร์ ที่แสดงออกถึงการบรรลุข้อตกลง ที่จะนำไปสู่การพัฒนาโครงการการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังการผลิต 210 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ประมาณ 2 พันไร่ ตั้งอยู่เมืองมินบู รัฐแม็คเวย์ นครหลวงเนปิดอร์ ด้วยเงินลงทุน 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 8.74 พันล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 29.36 บาทต่อดอลาร์สหรัฐฯ) โดยได้รับสัญญาสัมปทานผลิตไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 30 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 30 ปี
“การเข้าไปลงทุนดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าทางเมียนมาร์ยังขาดแคลนไฟฟ้า ประกอบกับบริษัทมีพันธกิจที่จะดำเนินธุรกิจให้ได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ประเทศไทยหยุดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากได้ปริมาณเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2 พันเมกะวัตต์ อีกทั้งบริษัทมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางการเมียนมาร์ ที่สำคัญบริษัทต้องการเข้าไปบุกเบิกการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น รายแรก จึงได้ตัดสินใจเข้าไปลงทุน”
ส่วนความคืบหน้าของโครงการนั้น ขณะนี้ได้เตรียมพื้นที่การก่อสร้าง โดยได้มีการสำรวจและวางแผนการจัดเตรียมที่ดินแล้ว รวมถึงกระบวนการและขั้นตอนการรับฟังความเห็นและการทำรายงานศึกษาผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ที่จะแล้วเสร็จในเร็วๆนี้ ซึ่งภายหลังจากที่เซ็นเอ็มโอยูแล้วคาดว่าในช่วงเดือนกันยายนปีนี้ น่าจะทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือพีพีเอกับทางรัฐบาลเมียนมาร์ได้ และหลังจากนั้นจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างทันที
สำหรับการวางแผนก่อสร้างนั้น ทางบริษัท จะแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกจะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิต 50 เมกะวัตต์ และระยะที่ 2 จะก่อสร้างอีก 70 เมกะวัตต์ และระยะที่ 3 จะก่อสร้างอีก 90 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งหมดจะก่อสร้างอยู่บนพื้นที่เดียวกันใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 12-18 เดือน หรือเร็วสุดปลายปีหน้า โดยจะส่งผลให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งราคาที่เสนอขายไฟฟ้าไปนั้นจะอยู่ประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย ใกล้เคียงกับประเทศไทย กรณีที่ภาครัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าใหม่และใช้การอุดหนุนในรูปแบบอัตรารับซื้อ ไฟฟ้าตามต้นทุนจริงหรือฟีดอินทาริฟ
“แม้โครงการแรกเพิ่งจะเริ่ม แต่ทางบริษัทมีแผนที่จะขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเมียนมาร์ เพิ่มขึ้นอีก ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเพิ่มให้ได้ถึง 500 เมกะวัตต์ ในระยะต่อไป ซึ่งได้เริ่มเจรจากับรัฐบาลเมียนมาร์ไปบ้างแล้ว เพราะธุรกิจนี้ถือว่ามีความเสี่ยงน้อย เนื่องจากเป็นความต้องการพื้นฐานที่รัฐบาลเมียนมาร์ยังต้องการอีกมาก”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเทศไทยนั้น บริษัทมีความสนใจที่จะลงทุนทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เช่นกัน แต่อยู่ระหว่างรอการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากกระทรวงพลังงานว่าจะเปิดได้เมื่อ ใด ซึ่งพร้อมที่จะลงทุนไม่ว่าภาครัฐจะอุดหนุนรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบใด ซึ่งขณะนี้ได้มีการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจแล้ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีโครงการอยู่ในมือที่ได้รับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าใน รูปแบบค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มหรือ Adder ในอัตรา 8 บาทต่อหน่วยและ 6.50 บาทต่อหน่วย แต่ยังไม่ได้ดำเนินโครงการ
นอกจากจากนี้ บริษัท มีแผนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปีหน้า ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ไทย จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เนื่องจากผู้ถือหุ้น ประกอบด้วย นายเดวิด ดับบลิว แยง นายฮิซาโนริ โคยะ และตัวเอง ซึ่งถือหุ้นร่วมกันประมาณ 72 % นายศุภศิษฏ์ สกลธนารักษ์ 9 % และทางเมียนมาร์ 9 %  มีความประสงค์ ต้องการระดมทุนมาใช้สำหรับโครงการดังกล่าวและการขยายงานในโครงการต่อๆไป ส่วนจะเป็นประเทศไหนต้องขึ้นอยู่กับสภาวะความเหมาะสมของตลาดในประเทศนั้นๆ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,841 วันที่  5-8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556